วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปิดเคล็ดลับชะลอชรา แนะสูตรฟื้นสุขภาพทุกช่วงวัย

สุขภาพดี

  เปิดเคล็ดลับชะลอชรา ผู้เชี่ยวชาญแนะสูตรฟื้นสุขภาพทุกช่วงวัย (ไทยโพสต์)

          เมื่ออายุเริ่มล่วงเข้าสู่วัยกลางคน หลายคนเริ่มปรากฏอาการของความชราภาพให้เห็น กระทั่งลุกจากเก้าอี้ก็ยังยาก ขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็ยืนพักหายใจหอบ บางคนเกรงว่าตัวเองกำลังแก่เร็วเกินอายุจริง บางคนตัวยังไม่แก่แต่สังขารบางส่วนของร่างกายเริ่มส่อวี่แววของความสึกหรอ แม้ร่างกายยังดูเป็นปกติดี แต่ความจำและความสามารถในการคิดทำท่าเสื่อมลงตั้งแต่อายุแค่ 45

          หลายคนอยากรู้ว่า อาการของตัวเองเมื่อเทียบกับวัย ถือว่าเข้าใกล้ความแก่แล้วหรือไม่ อาการอย่างไหนถือว่าปกติ แบบไหนถือว่าไม่ปกติ

          ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ในแต่ละช่วงวัยของคนเรานั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่ปกติ จะผันแปรแตกต่างกันไป อวัยวะบางส่วนอาจเข้าสู่ภาวะชราภาพเร็วกว่าอายุจริงราว 5-10 ปี แต่ทั้งหมดนี้มีเคล็ดลับที่จะฟื้นฟูสภาพให้กลับคืนมาได้

ปวดหลัง

 ข้อต่อและหลัง

ช่วงอายุ 30-50 ปี

           ปกติ : บางครั้งตื่นนอนรู้สึกปวดคอหรือปวดหลัง, หลังแข็งเมื่อขับรถนานเกิน 2 ชั่วโมง, ปวดขาเมื่อเดินนานครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง, อยากเดินไปมาหลังจากนั่งบนเก้าอี้แข็ง ๆ สักหนึ่งชั่วโมง

           ไม่ปกติ : ปวดตามข้ออย่างรุนแรงหลังเดินหอบหิ้วถุงช็อปปิ้ง, ลุกนั่งเก้าอี้หรือรถเก๋งอย่างยากลำบาก

          ทิม อัลลาร์ไดซ์ แห่งสมาคมโรคกระดูกอังกฤษ บอกว่า อาการเหล่านี้แสดงว่าข้อต่อหรือหลังเริ่มเสื่อมสภาพ อาจเกิดจากการบาดเจ็บ หรือขาดการออกกำลังกาย หรือนั่งผิดท่า รวมทั้งโรคอ้วน

          คำแนะนำ : อย่านั่งอยู่ในท่าเดียวเป็นเวลานาน หรือนั่งตัวงองุ้มขณะใช้โน้ตบุ๊ก, เมื่อไปออกกำลังกายควรสวมรองเท้าที่ออกแบบโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดที่ข้อ, หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวในท่าเดิมซ้ำ ๆ มากเกินไป เช่น วิ่งระยะทางไกล ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาที่ข้อ

ช่วงอายุ 50-70 ปี

           ปกติ : เวลาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนมีอาการเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้, เอี้ยวคอมองกระจกข้างรถยนต์ไม่สะดวก, ปวดหลังเมื่อนั่งนาน, ปวดขาหรือปวดหลังเมื่อเดินนานครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง

           ไม่ปกติ : ปวดข้อจนตื่นกลางดึก, ไม่สามารถเอี้ยวคอมองกระจกข้างรถได้เลยเพราะคอแข็งหรือปวดคอ, นั่งเก้าอี้เตี้ยหรือโซฟาไม่ได้เพราะปวดเข่า ปวดสะโพก หรือปวดหลัง, ปวดข้อหรือหลังอย่างแรงเมื่อเดิน

          ทิม อัลลาร์ไดซ์ บอกว่า เมื่ออายุเลย 50 ปีขึ้นไป กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะไม่แข็งแรง เริ่มเสื่อมสภาพ แต่นั่นก็ไม่เป็นเหตุให้ใช้ชีวิตประจำวันยากลำบากขึ้น แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าข้อต่อได้เสื่อมสภาพก่อนวัย

          คำแนะนำ : ออกกำลังกายในลักษณะเพิ่มความยืดหยุ่น ฝึกโยคะ รำมวยจีน, กินน้ำมันปลา ซึ่งช่วยลดการอักเสบและอาการปวดข้อได้

อายุ 70 ปีขึ้นไป

           ปกติ : ปวดเข่าเมื่อลงบันได, เดินได้ 20 นาทีต้องพัก, หอบหิ้วถุงช็อปปิ้งไม่ไหว ต้องใช้รถเข็น, ชอบนั่งเก้าอี้มากกว่าโซฟาเพราะลุกขึ้นได้ง่ายกว่า, เวลาจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ต้องใช้แขนช่วยดันตัวเองเพราะขาอ่อนแรง

           ไม่ปกติ : หายใจไม่ทันเวลาเดินหิ้วถุงเบา ๆ เป็นระยะทางสั้น ๆ, ต้องให้คนอื่นช่วยพยุงลุกจากเก้าอี้

          อัลลาร์ไดซ์บอกว่า คนในวัยนี้มักมีอาการข้อเข่าเสื่อม ปวดเข่าเมื่อขึ้นลงบันไดหรือถือสิ่งของ และอาการหายใจไม่ทันก็ควรระวัง เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดหัวใจ

          คำแนะนำ : ออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา, คนในวัยนี้จะรู้สึกอยากอาหารน้อยลง ทำให้ดื่มน้ำน้อยและกินน้อย ร่างกายขาดน้ำ ควรดื่มน้ำและกินให้มากขึ้นเพื่อให้มีแรง

ความจำ

 ความจำ

ช่วงอายุ 30-50 ปี

           ปกติ : นึกชื่อใคร ๆ ไม่ออก, จำไม่ได้ว่าวางข้าวของไว้ตรงไหน, ลืมเบอร์โทรศัพท์

           ไม่ปกติ : นึกไม่ออกว่าจอดรถไว้ตรงไหน, จดจำใบหน้า สีสัน รูปร่าง หรือถ้อยคำได้ยาก, วางของผิดที่ เช่น เอากุญแจรถใส่ไว้ในตู้เย็น

          ดร.แคทริโอนา มอร์ริสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความจำของมหาวิทยาลัยลีดส์ บอกว่า ปัญหาเรื่องความจำเป็นส่วนหนึ่งของภาวะชราภาพ จึงไม่ต้องกังวลเมื่อเริ่มหลงลืม สมองจะหดตัวเมื่อแก่ลงจนถึงอายุ 80 ปี น้ำหนักของสมองจะลดลง 15% หากมีปัญหาเรื่องความจำอย่างรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของโรคสมองเสื่อม

          คำแนะนำ : ถ้าเราไม่ใช้งานสมองก็จะฝ่อ ควรทำกิจกรรมที่กระตุ้นสมอง และควรทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง เช่น เข้าร้านอาหารที่ไม่เคยเข้า เพราะใยประสาทจะสร้างการเชื่อมต่อใหม่ ๆ เมื่อเรากำลังเรียนรู้หรือทำอะไรใหม่ ๆ

ช่วงอายุ 50-70 ปี

           ปกติ : ลืมนัดกับหมอ, เดินเข้าไปในห้องแล้วนึกไม่ออกว่าตัวเองเข้ามาทำไม

           ไม่ปกติ : ร้องขอชามาดื่มสักถ้วย ลืมไปว่าตัวเองได้ดื่มไปแล้ว, ไม่รู้ว่าคนไหนเป็นลูกหรือหลาน แต่ยังจำวัยเด็กของตัวเองได้ดี, วางของผิดที่ เช่น เอากาต้มน้ำใส่เข้าตู้เย็น

          ดร.โอลิเวอร์ ค็อกเคอเรล นักประสาทวิทยาแห่งเดอะลอนดอนคลินิก บอกว่า เรามักสูญเสียความจำระยะสั้นได้ง่าย แต่ถ้ามีปัญหาความจำอย่างหนักก็อาจเป็นสัญญาณของโรคสมองเสื่อม ซึ่งพบมากในคนวัย 65 ขึ้นไป

          คำแนะนำ : การออกกำลังกายช่วยเก็บรักษาความทรงจำ และลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมได้

อายุ 70 ปีขึ้นไป

           ปกติ : มักหลงลืมเหมือนตัวอย่างข้างต้น

           ไม่ปกติ : ความจำสับสน เช่น ไม่สามารถชงชาได้ เพราะนึกไม่ออกว่าเขาชงกันอย่างไร, เปิดเตาแก๊สทิ้งไว้หลังทำอาหารเสร็จ

          ดร.มอร์ริสัน บอกว่า ปัญหาความจำจะมีลักษณะไม่ต่างกันในคนต่างช่วงอายุ เพียงแต่จะรุนแรงขึ้น คนอายุ 65 มีอัตราของโรคสมองเสื่อม 5% เมื่ออายุ 80 อัตรานี้จะเพิ่มเป็น 20%

          คำแนะนำ : ใช้หัวคิดบ่อย ๆ เช่น พูดคุย หรือเล่นปริศนาอักษรไขว้

          หากเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ต้องควบคุมน้ำตาลในเลือด เพราะผู้ป่วยโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสองเท่าที่จะมีปัญหาความจำ น้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรังจะทำลายเซลล์สมอง

แปรงฟัน

 ฟัน

ช่วงอายุ 30-50 ปี

           ปกติ : สีของฟันเปลี่ยนเล็กน้อย สูญเสียเคลือบฟัน เหงือกอักเสบ

           ไม่ปกติ : ฟันหลุด ฟันโยก ปวดฟัน เลือดออกตามไรฟัน

          ดร.ไนเจล คาร์เตอร์ แห่งมูลนิธิสุขภาพฟันอังกฤษ บอกว่า เมื่ออายุมากขึ้นฟันของเราจะเกิดคราบเปื้อนโดยธรรมชาติ เพราะผลึกในเคลือบฟันได้แตกหลุดไป ทำให้ชาหรือไวน์แทรกซึมได้

          แต่การสูญเสียฟันในช่วงวัยนี้ถือเป็นภาวะชราก่อนวัย ซึ่งมักเกิดเพราะโรคเหงือก การบดหรือขบฟันเพราะความเครียดจะทำให้ฟันสึกก่อนวัย

          คำแนะนำ : การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะช่วยลดโอกาสของการเป็นโรคเหงือกได้ และควรใช้ไหมขัดฟัน

ช่วงอายุ 50-70 ปี

           ปกติ : เหงือกร่น, ฟันคล้ำ โดยเฉพาะโคนฟัน, ฟันหลุดบางซี่

           ไม่ปกติ : ฟันดูเหลืองจัด, ฟันคลอน

           ดร.คาร์เตอร์บอกว่า อาการเหงือกร่นทำให้ฟันดูยาวขึ้น ถ้าเหงือกร่นจนถึงคอฟันหรือเกือบถึงรากฟันในบริเวณเหนือเคลือบฟัน ฟันอาจหลุดได้ เพราะรากไม่ได้รับการปกป้อง

          คำแนะนำ : คำแนะนำ : ต้องใช้วิธีการป้องกันตามหลักอนามัยช่องปากก่อนที่จะมาถึงจุดนี้

อายุ 70 ปีขึ้นไป

           ปกติ : ใส่ฟันปลอม, ฟันเป็นคราบเปื้อน, ฟันบิ่น, ฟันหลุด

           ไม่ปกติ : เจ็บปาก ซึ่งเกิดเพราะปากแห้งเนื่องจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด โดยเฉพาะยาโรคหัวใจ ความดันโลหิต และโรคซึมเศร้า

          คำแนะนำ : ใช้เจลหรือสเปรย์ช่วยลดอาการปากแห้ง

ออกกำลังกาย

 การออกกำลังกาย

ช่วงอายุ 30-50 ปี

           ปกติ : หายใจหอบเล็กน้อยหลังจากเดินขึ้นบันได 3 ขั้น

           ไม่ปกติ : เหนื่อยหอบอย่างมากเมื่อเดินขึ้นบันได 3 ขั้นจนขึ้นต่อไปไม่ไหว ปวดหัว ตาลาย หยุดหายใจปุบปับ หรือก้าวลงจากลังสูง 2 ฟุตได้ยาก

          กล้ามเนื้อหัวใจจะหดตัวเฉลี่ย 0.3 กรัมต่อปีเมื่อล่วงเข้าวัยกลางคน ส่งผลต่อการสูบฉีดโลหิต ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และมีอาการหอบฮัก

          การออกกำลังกายส่งผลดีต่อหัวใจ การไม่ออกกำลังกายเป็นเหตุให้ผู้คนราว 1 ใน 5 เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

          คำแนะนำ : ควรออกกำลังกายหนักปานกลางวันละ 30 นาที เช่น เดินจนรู้สึกเหนื่อย สัปดาห์ละอย่างน้อย 5 วัน การออกกำลังควรทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที

ช่วงอายุ 50-70 ปี

           ปกติ : หายใจหอบเล็กน้อยเมื่อขึ้นบันได 2 ขั้นต่อเนื่องกัน

           ไม่ปกติ : หน้ามืดเมื่อออกแรง หรือลุกขึ้นยืน เช่น ลุกจากท่านั่งยองขณะทำสวน

          ดร.ทอม คริสป์ แพทย์ด้านการกีฬาแห่งคลินิกบูปา บอกว่า อาการหน้ามืดตาลายบ่งบอกว่า หัวใจและการหมุนเวียนโลหิตไม่สามารถปรับสภาพได้ และคนคนนั้นอาจเป็นโรคหัวใจร่วมหลอดเลือด ถ้าเส้นเลือดหัวใจตีบร่างกายก็จะใช้เวลาปรับสภาพนานขึ้น

          คำแนะนำ : เดินจ้ำ, ทำสวน, เดินสายพาน, ไม่นั่งนานเกิน 30 นาที ไม่ว่าเป็นการนั่งหน้าจอทีวี คอมพิวเตอร์ หรือนั่งขับรถ

อายุ 70 ปีขึ้นไป

           ปกติ : หายใจหอบเล็กน้อยเมื่อขึ้นบันได 1 ขั้น, สามารถยืนด้วยสองเท้าโดยหลับตา และตัวไม่ส่ายไปมาได้เป็นเวลาแค่ 10-15 วินาที

           ไม่ปกติ : ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ควรไปพบแพทย์

          คำแนะนำ : ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย

หู

 หู

ช่วงอายุ 30-50 ปี

           ปกติ : ฟังคำพูดไม่ได้ยินท่ามกลางเสียงดังรอบตัว

           ไม่ปกติ : ต้องเงี่ยหูฟังเวลาคุยกับคนอื่นในร้านอาหาร, รู้สึกว่าคนอื่นพูดพึมพัม, ฟังเสียงแหลมสูง หรือเสียงของเด็กและผู้หญิงได้ลำบาก

          การสูญเสียการได้ยินเนื่องจากอายุ เกิดจากเซลล์ "ขน" ในหูชั้นในได้ตายไป แต่การมีคนในครอบครัวมีอาการนี้ หรือการได้ยินเสียงดังตลอดเวลา หรือการสูบบุหรี่ ก็เพิ่มความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เรื่องพวกนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาก่อนอายุ 55 ปี

          คำแนะนำ : การสูญเสียการได้ยินก่อนวัย มักเกิดจากการฟังเพลงเสียงดัง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้หูฟังเพื่อลดเสียงดังรอบข้าง เราจะได้ไม่ต้องเปิดเพลงดังลั่น

ช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป

           ปกติ : ฟังเสียงปกติในชีวิตประจำวันไม่ค่อยได้ยิน โดยเฉพาะในสถานที่เสียงดัง, ลูกหลานร้องว่าเปิดโทรทัศน์หรือวิทยุเสียงดังเกินไป

           ไม่ปกติ : หูอื้อ หูตึง ฟังอะไรแทบไม่ได้ยิน

          เมื่ออายุเกิน 55 ปี เป็นเรื่องธรรมดาที่จะสูญเสียการได้ยินเนื่องจากความสูงวัย และเมื่อมีอายุถึง 70 ปี ผู้คนราว 70% จะมีอาการนี้ แต่ในบางกรณีซึ่งพบได้ยากนั้น การสูญเสียการได้ยินของหูข้างหนึ่ง พร้อมมีอาการหูอื้อ คลื่นไส้ ตาลาย อาจเป็นสัญญาณของเนื้องอกในหูชั้นใน

          คำแนะนำ : ใช้เครื่องช่วยฟัง

          ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ผู้คนมักไม่ยอมใช้เครื่องช่วยฟังจนกระทั่งวัยล่วงเข้า 70 ตอนกลาง แต่ถ้าเราใช้แต่เนิ่น ๆ สมองจะปรับตัว ถ้ามัวแต่รอจนแก่ เซลล์สมองจะตีความเสียงด้วยความยากลำบาก

ดวงตา

 ดวงตา

ช่วงอายุ 30-50 ปี

           ปกติ : ไม่สามารถอ่านตัวอักษรขนาดเล็กได้, ต้องการแสงสว่างมากในการอ่าน

           ไม่ปกติ : เห็นภาพมัว, กรอบการมองเห็นแคบลง

          โซนัล รูกานี แพทย์วัดสายตา สถาบันคนตาบอดแห่งชาติ อังกฤษ บอกว่า การอ่านตัวหนังสือขนาดเล็กได้ยาก เป็นสัญญาณของการสูญเสียการมองเห็น เนื่องจากเลนส์ตามีความยืดหยุ่นน้อยลง

          การมองเห็นภาพพร่ามัวอาจเป็นสัญญาณของโรคต้อ มักเกิดกับคนในวัย 70 แต่บางคนเริ่มมีอาการตั้งแต่วัย 50 เนื่องจากโรคเบาหวาน ขณะที่โรคต้อหินมักเกิดในวัย 70

          คำแนะนำ : การสูบบุหรี่เร่งให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับดวงตา จึงควรเลิกสูบเสีย

ช่วงอายุ 50-70 ปี

           ปกติ : มองภาพพร่ามัว มีจุดบังการมองเห็น เลนส์ตากลายเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาล

           ไม่ปกติ : มองเห็นภาพเบลออย่างปุบปับ, มองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นหยัก

          ในช่วงวัยนี้มักเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งทำให้เห็นภาพเบลอ เนื่องจากความผันผวนของระดับน้ำตาล

          การมองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นหยักเป็นสัญญาณของอาการกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการตาบอด

          กล้ามเนื้อเสื่อมสภาพมักเกิดขึ้นในวัย 70 การสูบบุหรี่ หรือการมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ อาจทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมเร็วขึ้น

          คำแนะนำ : ตรวจสอบดวงตาคราวละหนึ่งข้าง เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถมองเห็นเส้นตรงในแนวดิ่งได้ หากตรวจพบแต่เนิ่น ๆ จะสามารถป้องกันโรคกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพได้ ระวังการกินไขมัน และพยายามกินกรดไขมันโอเมกา-ทรี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพได้

อายุ 70 ปีขึ้นไป

           ปกติ : มองเห็นภาพมัว, ตาแห้ง, มีน้ำตาไหล

           ไม่ปกติ : มองเส้นตรงเป็นเส้นหยัก ในอังกฤษ คนวัยเกิน 70 ราว 40% เป็นโรคต้อ และเกือบครึ่งมีอาการกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ

          คำแนะนำ : ควรตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ตาบอด

            ที่มา : http://health.kapook.com/view36816.html

10 กิจกรรม เพื่อชีวิตยืนยาว


สุขภาพ
10 กิจกรรม เพื่อชีวิตยืนยาว (Woman's Story)

          ในชีวิตประจำวันของคนเรามีสิ่งต่าง ๆ มากมายให้เลือกทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หลายคนก็อาจจะนึกไม่ถึง และไม่ได้ให้ความสำคัญ ทั้ง ๆ ที่กิจกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ จะช่วยทำให้เรามีชีวิตที่ยืนยาว...

            รับประทานอาหารเช้าทุกวัน เพราะอาหารมื้อเช้า จะช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึ่ม ให้เผาผลาญแคลอรีตลอดทั้งวัน จะทำให้เราไม่อ้วนจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้อีกด้วย

            ออกกำลังกายเป็นประจำ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20 นาที จะทำให้หัวใจทำงานได้ดี และเพื่อความยืดหยุ่นข้อต่อร่างกาย แถมช่วยลดอาการกระดูกพรุนเมื่อวัยทองได้อีกด้วย

            นอนหลับให้สนิท คนเราต้องนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง เซลล์ร่างกายสร้างตัวได้ดีขึ้น สมองสดใส และน้ำหนักลดลงได้

            ทานน้ำมันตับปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันตับปลา มีประโยชน์ต่อหัวใจ และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ หรืออาจจะทานเนื้อปลาที่มีไขมัน 3 มื้อต่อสัปดาห์ เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ซึ่งสามารถทำให้อิ่มแบบไม่อ้วนได้

            แปรงฟัน และขัดฟันทุกวัน เพื่อเป็นการลดแบคทีเรียในช่องปาก และสุขภาพที่ดีก็จะตามมา

            ดื่มชา สามารถช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจอีกด้วย

            ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก ผลไม้ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ดีค่ะ

            ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วันละ 1 แก้วพอให้ได้กระตุ้นหัวใจ ให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ถ้าจะให้ดีเครื่องดื่มที่ว่าควรเป็นไวน์แดง

            ทำสมาธิ การทำสมาธิจะช่วยลดความเครียด ลดความดันเลือด และเวลากำหนดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยังช่วยให้ออกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ด้วย

            หัวเราะ จะทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ และร่างกายของเรายังหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาด้วย ความเครียด ความกังวลต่าง ๆ ก็จะลดลงได้ 

          รู้แบบนี้แล้ว ก็หันมาใส่ใจเรื่องกิจกรรมในแต่ละวันของชีวิตนะคะ จะปล่อยปละละเลยไม่สนใจเห็นจะไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่นัก !!!!


        ที่มา : http://health.kapook.com/view36785.html

10 สุดยอดอาหารที่คุณสาว ๆ พลาดไม่ได้

อาหารเพื่อสุขภาพ

          หากคุณสาว ๆ คนไหนเป็นคนชอบทาน แต่ก็ไม่อยากอ้วน จริง ๆ แล้ว คุณสามารถทำทั้งสองอย่างได้พร้อม ๆ กัน ด้วยการเลือกอาหารที่อร่อยด้วย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยอย่างที่เว็บไซต์สุขภาพ Health.com รวบรวมสุดยอดอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพคุณสาว ๆ มากที่สุด มาบอกกัน 


อลาสกา แซลมอน

 1.อลาสกา แซลมอน

          นี่คืออาหารที่ผู้หญิงทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะในเนื้อปลาแซลมอนเต็มไปด้วยโอเมก้า-3 ซึ่งดีต่อหัวใจเอามาก ๆ แถมยังช่วยปรับอารมณ์ของคุณไม่ให้ซึมเศร้า และช่วยป้องกันมะเร็ง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้อีกต่างหาก นอกจากนี้ ในปลาแซลมอนยังมีโปรตีน และวิตามินดี ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ผู้หญิงมักจะขาด และสำหรับว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย ก็ต้องหาแซลมอนมารับประทานโดยด่วน เพราะในเนื้อปลายังมี DHA ซึ่งเป็นกรดไขมัน ที่เป็นสารอาหารจำเป็น สำหรับลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย

           ทานแค่ไหนดี : สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา แนะนำว่า ควรทานปลาแซลมอน หรือปลาที่มีกรดไขมันดีคล้าย ๆ กับแซลมอน สัปดาห์ละ 2 มื้อ แต่ถ้าหาปลาอลาสกา แซลมอน สด ๆ ไม่ได้ จะทานเป็นปลาแซลมอนกระป๋องก็ได้เหมือนกัน

บลูเบอร์รี่

 2.อลาสกา ไวด์ บลูเบอร์รี่ (Alaska Wild Blueberry)

          ถ้าคุณเคยได้ยินว่า ผลไม้จำพวกเบอร์รี่เป็นผลไม้ชั้นยอดที่เต็มไปด้วยสารอาหารที่่มีประโยชน์ "บลูเบอร์รี่ป่า" จากอลาสกา ก็คืออัญมณีชั้นยอดกว่านั้นเลยล่ะ เพราะนี่คืออาหารชั้นยอดที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก จึงช่วยชะลอความชรา ซึ่งคุณสาว ๆ คงถูกใจเป็นแน่แท้ นอกจากนั้นแล้ว "บลูเบอร์รี่ป่า" ยังช่วยปกป้องอาการความจำเสื่อม ควบคุมเซลล์ประสาทสั่งการให้ทำงานเป็นปกติ แถมยังช่วงลดความดันโลหิตด้วย

          แล้วทำไมต้องเป็น "บลูเบอร์รี่ป่า" นะหรือ? ก็เพราะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ได้เคยทดสอบหาสารต้านอนุมูลอิสระในอาหารแต่ละชนิด แล้วก็พบว่า "บลูเบอร์รี่" ชนะเลิศ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าใครเพื่อน โดยประกอบด้วย "แอนโทไซยานิน" ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ แถมยังมีแคลอรีต่ำ คุณสาว ๆ จึงหยิบมาทานได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดเลยล่ะ

           ทานแค่ไหนดี : เลือกทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ให้หลากหลายชนิด สักวันละครึ่งถ้วยหรือหนึ่งถ้วยก็พอแล้ว และในบรรดาเบอร์รี่นั้นควรมีบลูเบอร์รี่ป่าด้วย โดยสามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

ข้าวโอ๊ต

 3.ข้าวโอ๊ต

          เรารู้กันดีว่า "ข้าวโอ๊ต" สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ แต่การศึกษาใหม่ยังพบด้วยว่า ในข้าวโอ๊ตเต็มไปด้วยไฟเบอร์ ทั้งที่ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งไฟเบอร์เหล่านี้จะช่วยควบคุมน้ำหนักของคุณได้ดีเลยล่ะ เพราะฉะนั้น อย่าลืมเลือกทานข้าวโอ๊ตเป็นอาหารเช้านะจ๊ะ

           ทานแค่ไหนดี : พยายามทานข้าวโอ๊ตให้ได้ทุกวัน หรือจะเลือกพวกโฮลเกรนแทนก็ได้ โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา แนะนำว่า แต่ละวันเราควรรับประทานไฟเบอร์ให้ได้ 25-30 กรัม ซึ่งนั่นเท่ากับปริมาณของไฟเบอร์โดยเฉลี่ยที่หาได้จากข้าวโอ๊ตบดเลยนะ

บร็อคโคลี่

 4.บร็อคโคลี่

          การศึกษาครั้งใหม่ค้นพบว่า เจ้าผักสีเขียวเข้มนี้สามารถช่วยปกป้องคุณสาว ๆ ไม่ให้เป็นมะเร็งเต้านมได้ เพราะมันจะไปช่วยลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ผลิตออกมามากเกินไป นอกจากนั้นแล้ว ในบร็อคโคลี่ ยังเต็มไปด้วยวตามินซี และวิตามินเอ แถมยังช่วยให้คุณอิ่มท้องเร็ว ๆ โดยได้รับพลังงานเพียงแค่ 30 แคลอรีเท่านั้น นี่ยังไม่รวมถึงคุณจะได้รับไฟเบอร์ โฟเลต แคลเซียม ธาตุเหล็ก และโปแตสเซียม เป็นโบนัสอีกนะ

           ทานแค่ไหนดี : อย่าลืมเลือกบร็อคโคลี่อยู่ในมื้ออาหารของคุณสัก 2 ถ้วย หรือมากกว่านั้นต่อสัปดาห์


วอลนัท

 5.วอลนัท

          "มีทั้ง โปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และโอเมก้า-3 แล้วจะมีเหตุผลอื่นใดอีกที่คุณสาว ๆ จะไม่เลือกทานวอลนัทล่ะ" ดร.เดวิด แอล แคทซ์ จากโรงเรียนแพทย์เยล บอก

          หากทานวอลนัททุกวัน จะช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลง นอนหลับได้ดีขึ้น จัดการความเครียดได้ง่ายขึ้น ช่วยปกป้องโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และอีกสารพัดประโยชน์ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุด บอกให้เรารู้ด้วยว่า วอลนัท มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในหนูได้ด้วย เช่นนี้แล้วคุณสาว ๆ ยังจะมองข้ามวอลนัทไปอีกหรือจ๊ะ

           ทานแค่ไหนดี : ทานวอลนัทสักวันละ 1 ออนซ์ หรือประมาณ 28 กรัม ทุกวัน


อโวคาโด

 6.อะโวคาโด

          แม้ว่าคุณสาว ๆ อาจจะเคยรู้มาว่า "อะโวคาโด" มีไขมันสูง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรอกนะจ๊ะ เพราะกรดไขมันในอะโวคาโดนั้นดีต่อหัวใจอย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังช่วยลดพุงน้อย ๆ ของคุณด้วย นอกจากนั้นแล้ว อะโวคาโด ยังมีโปแตสเซียม แมกนีเซียม โฟเลต โปรมีน วิตามินบี 6 และวิตามินเค แถมยังมีไฟเบอร์ และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อีก ด้วยเหตุผลที่ยกมา แล้วคุณจะกลัวไขมันในอะโวคาโดอยู่อีกทำไมล่ะ

           ทานแค่ไหนดี : เลือกทานวันละ 1 ใน 4 หรือครึ่งผลก็พอแล้ว

ถั่วแดง

 7.ถั่วแดง

          บรรดาถั่วทั้งหลายจัดเป็นอาหารที่มีสารอาหารมากอยู่แล้ว แต่ที่ถั่วแดงได้รับการจัดอันดับไว้เป็นสุดยอดอาหารของสาว ๆ ในที่นี้ด้วย เป็นเพราะในถั่วแดงเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แถมยังมีโปรตีน โฟเลต แร่ธาตุ และไฟเบอร์รวมทั้งแป้งที่ย่อยเป็นน้ำตาลได้ยาก (Resistant Starch) ที่เพิ่งถูกค้นพบว่ามีประโยชน์สารพัด ทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ท้องอิ่มเร็ว และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้อีกต่างหาก

           ทานแค่ไหนดี : ทานถั่วแดงต้มสัปดาห์ละ 3 ถ้วยสิ แต่ถ้ากลัวท้องจะอืด ก็ให้เริ่มจากทานปริมาณน้อย ๆ ก่อน เช่นทานถั่วแดงต้มทุกวัน วันละ 1 ช้อนชา แล้วเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ในสัปดาห์ถัดไป


โยเกิร์ต

 8.กรีกโยเกิร์ต ไร้ไขมัน

          กรีกโยเกิร์ตเต็มไปด้วยแคลเซียมซึ่งดีต่อกระดูกและฟัน แถมเพียงแค่กรีกโยเกิร์ตถ้วยเดียว ยังมีแคลเซียมสูงถึง 1 ใน 4 ของปริมาณที่ผู้หญิงต้องการต่อวัน มีโปรตีนมากกว่าโยเกิร์ตทั่วไป 2 เท่า แถมยังไร้ไขมันอีกต่างหาก ซึ่งเหมาะกับคุณสาว ๆ ที่มีอาการลำไส้แปรปรวน หรือ IBS และยังมีโพไบโอติกสูง ซึ่งแม้ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า โพไบโอติกดีต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยืนยันว่า โพไบโอติกจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย โดยเฉพาะในฤดูที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด กรีกโยเกิร์ตจะช่วยปกป้องสุขภาพของคุณสาว ๆ ได้เป็นอย่างดี

           ทานแค่ไหนดี : ทานให้ได้อย่างน้อย 3 หน่วยบริโภคทุกวัน ( 1 ถ้วยแบ่งทานได้ 3 ครั้ง)

น้ำมันมะกอก

 9.น้ำมันมะกอก

          เมื่อพูดถึง "น้ำมัน" สาว ๆ หลายคนอาจจะขยาด แต่สำหรับ "น้ำมันมะกอก" ซึ่งพบได้บ่อยในอาหารจำพวกเมดิเตอร์เรเนียนนั้น ดีต่อสุขภาพอย่างสุด ๆ โดยเฉพาะต่อหัวใจ และสมอง ซึ่งการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ยืนยันว่า น้ำมันมะกอกจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ และยังช่วยบำรุงสมอง จัดระบบระเบียบความคิดไม่ให้ยุ่งเหยิงได้อีกต่างหาก

          ไม่หมดแค่นั้้นนะ เพราะการศึกษาจากประเทศสเปน ในปี 2008 ยังระบุว่า น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Extra-virgin olive oil) ซึ่งเป็นน้ำมันมะกอกคุณภาพดีที่สุด เพราะสกัดแยกน้ำมันออกมาจากผลมะกอกโดยตรง สามารถช่วยปกป้องคุณสาว ๆ จากมะเร็งเต้านมได้ เพราะฉะนั้น อย่าลืมเลือกใช้น้ำมันมะกอกทาขนมปังแทนการใช้เนย หรือใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหารแทนน้ำมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพทั้งหลายเสียล่ะ

           ทานแค่ไหนดี : วันละ 2 ช้อนโต๊ะ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้แล้ว


ช็อกโกแลต

 10.ดาร์ก ช็อกโกแลต

          คงถูกใจสาว ๆ ที่ชอบทานช็อกโกแลต เพราะช็อกโกแลตก็ชอบคุณด้วยเหมือนกัน แต่ต้องเป็น "ดาร์ก ช็อกโกแลต" ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยโกโก้เท่านั้นนะ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และสโตรก นั่นเพราะดาร์ก ช็อกโกแลต มีแมกนีเซียม แมงกานีส ทองแดง สังกะสี และฟอสฟอรัส ในปริมาณมาก ซึ่งสารอาหารทั้งหลายเหล่านี้ยังช่วยให้กระดูกของคุณแข็งแรงด้วย

          นอกจากนั้นแล้ว จากการศึกษายังพบอีกว่า ดาร์ก ช็อกโกแลต จะช่วยทำให้ผิวมีน้ำมีนวลมากขึ้น ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยให้สมองเฉียบแหลมขึ้นอีกต่างหาก แถมยังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นด้วยนะ

           ทานแค่ไหนดี : แนะนำว่าให้ทานสักวันละ 1 ส่วน 4 ออนซ์ก็พอ แต่ต้องแน่ใจด้วยนะว่าช็อกโกแลตที่คุณเลือกน่ะ มีส่วนผสมของ โกโก้ อย่างน้อย 70% เพราะถ้าไม่ใช่ดาร์ก ช็อกโกแลต แล้วล่ะก็ คุณอาจจะได้รับความอ้วนกลับมาแทน
           ที่มา http://health.kapook.com/view36828.html

จำนวนผู้เข้าชม