วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

10 โรคร้าย สุดอันตรายที่ผู้หญิงควรระวัง

สุขภาพ

          ไม่ใช่แค่ "มะเร็งเต้านม" เท่านั้น ที่เป็นโรคยอดฮิตคร่าชีวิตของคุณผู้หญิงทั่วโลก แต่ยังมีอีกหลายโรคที่คุณสาว ๆ ต้องระวังเอาไว้ เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนั้นโดยที่คุณ ไม่รู้ตัวเลยทีเดียว ลองไปดูกันว่า มี 10 โรคร้ายอะไรบ้าง ที่คุณผู้หญิงต้องรู้จักและป้องกันตั้งแต่วันนี้ค่ะ

1.โรคหัวใจ และหลอดเลือด

          หลายคนเข้าใจว่า มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งเต้านม เป็นโรคที่ทำให้ผู้หญิงทั่วโลกเสียชีวิตมากที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว "โรคหัวใจและหลอดเลือด" ต่างหากที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก และจากสถิติพบว่า อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับผู้ชายที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงเข้ารับการตรวจสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงก็ให้ผลการตรวจได้ไม่ชัดเจน แจ่มแจ้งเท่ากับผู้ชายด้วย

          ป้องกันอย่างไรดี :
 
          อย่าสูบบุหรี่ 

          พยายามรักษาน้ำหนักตัว และคอเลสเตอรอลในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ด้วยการออกกำลังกาย และลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี 

          สำหรับครอบครัวไหนที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด, เบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย


ปวดหัว
2.โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

          นี่คือโรคที่คร่าชีวิตผู้หญิงทั่วโลกเป็นอันดับต้น ๆ เช่นกัน และสำหรับหญิงไทย นี่คือโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 เลยทีเดียว รู้ไหมว่า ผู้หญิงอย่างเรา ๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่ามะเร็งเต้านมถึง 2 เท่า แต่ทว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาการของโรคนี้ และไม่เชื่อว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกช่วงอายุ 

          สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น ประกอบไปด้วย 3 โรคหลัก ๆ คือ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก และเส้นเลือดสมองอุดตัน โดยจะพบผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบมากที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น หากในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้น หากใครมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะหากถึงมือแพทย์ช้า มีสิทธิ์เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้เลยทีเดียว

          ป้องกันอย่างไรดี :
 
          ออกกำลังกายเป็นประจำ
          อย่าสูบบุหรี่
          รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกินไป
          ลดการทานอาหารที่มีไขมันและเค็มจัด
          ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
          หากป่วยเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ ภาวะไขมันในเลือดสูง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

3.ภาวะสมองเสื่อม

          ภัยเงียบใกล้ตัวที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการทำงานของสมองลดลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ เป็นอาการแสดงของหลาย ๆ โรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์ และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะขาดฮอร์โมนเพศในวัยหมดประจำเดือน

          ป้องกันอย่างไรดี : จริง ๆ แล้วยังไม่มีวิธีป้องกันและรักษาโรคนี้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้ว ทางที่ดีคือการกระตุ้นให้สมองได้ใช้งานอยู่เสมอ โดยอาจจะเล่นคอร์สเวิร์ด หรือเล่นเกมปริศนา ก็จะช่วยทำให้สมองได้ทำงานมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว การรับประทานอาหารจำพวกผักใบเขียวและน้ำมันปลา ก็ช่วยได้

4.มะเร็งปอด

          จากการสำรวจผู้หญิงทั่วโลกในช่วงไม่นานมานี้ พบว่า มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งลำดับที่ 5 ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ และอุบัติการณ์โรคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเพศหญิง ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นมากนั่นเอง และผู้หญิงจะไวต่อสารก่อมะเร็งมากกว่าผู้ชายด้วย

          ป้องกันอย่างไรดี : กว่า 90% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดเกิดจากการสูบบุหรี่ ดังนั้น หยุดสูบบุหรี่ซะ และหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่ ซึ่งเป็นบุหรี่มือสอง และนอกจากการสูบบุหรี่แล้ว การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม และได้สูดดมแร่ใยหิน หรือแอสเบสตอส ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้


มะเร็งเต้านม
5.มะเร็งเต้านม
          
        โรคมะเร็งเต้านม เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบได้บ่อยมากในผู้หญิงอายุระหว่าง 25-64 ปี สำหรับในประเทศไทย พบหญิงไทยป่วยมะเร็งเต้านมมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก แต่เมื่อปี พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา สถิติของหญิงไทยที่ป่วยมะเร็งเต้านมแซงหน้ามะเร็งปากมดลูกไปแล้ว แต่อัตราการเสียชีวิตยังน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูก

          ป้องกันอย่างไรดี : ความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมจะสูงขึ้น หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ ดังนั้น เราจึงแนะนำให้คุณสาว ๆ ตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุก ๆ เดือน หากพบความผิดปกติ คือ มีก้อนที่เต้านม รูปร่างเต้านมเปลี่ยนแปลง หัวนมหดตัว คัน แดงผิดปกติ มีเลือดออก ให้ไปรับการตรวจจากแพทย์ และอย่าลืมไปให้แพทย์ตรวจปีละครั้ง 

6.โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease : COPD)

          เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยมาก เมื่อเป็นแล้วจะทำให้หายใจลำบาก หอบเหนื่อยง่าย โดยพบว่า ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 3 ใน 4 เกิดจากการสูบบุหรี่ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ เกิดจากมลพิษทางอากาศ การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ รวมทั้งการประกอบอาชีพที่ต้องสูดเอาฝุ่นและสารเคมีเข้าไปในร่างกาย

          ป้องกันอย่างไรดี : แน่นอนค่ะ คุณต้องหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่หากปอดของคุณมีปัญหาอยู่แล้ว แนะนำให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพราะหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาก็อาจทำร้ายปอดได้ค่ะ



ไข้หวัดใหญ่
7.ไข้หวัดใหญ่

          ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อาการทั่วไปคล้าย ๆ กับไข้หวัดธรรมดา แต่ที่สังเกตได้ชัดคือ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงมาก และเจ็บคอ ซึ่งหากไม่รีบรักษา อาการจะหนักขึ้นจนทำให้ปอดอักเสบ เกิดการติดเชื้อในสมองและหัวใจ ทำให้เสียชีวิตได้เลย ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงก็คือ เด็กเล็ก คนที่อายุ 65 ปีขึ้นไป รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ 

          ป้องกันอย่างไรดี : หากอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ควรสวมหน้ากากอนามัย รักษาสุขอนามัยด้วยการล้างมือบ่อย ๆ และรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคได้

8.โรคเบาหวาน

          เมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ นั่นจึงทำให้คนเป็นเบาหวาน ซึ่งเบาหวานก็มีทั้งเบาหวานประเภทที่ 1 เบาหวานประเภทที่ 2 และเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ แต่โดยทั่วไปแล้วจะพบผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 (อินซูลินทำงานไปเป็นปกติ) มากที่สุด และผลของมันร้ายแรงถึงกระทั่งทำให้ตาบอด ไตวาย เป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดในสมองได้เลย

          ป้องกันอย่างไรดี : ต้องควบคุมให้ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ โดยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ ทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล และหากมีญาติพี่น้องเป็นโรคเบาหวานต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ



ปวดท้อง
9.โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก 

          เชื่อไหมว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มักพบได้บ่อยในผู้หญิง และเป็นมะเร็งที่ทำให้คนเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของทั่วโลก ที่สำคัญมักพบในประเทศที่มีการแข่งขันกันสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ซึ่งอาจเป็นเพราะชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนต้องรีบรับประทานอาหาร โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของอาหารที่บริโภคเข้าไป อีกทั้งยังไม่มีเวลาเข้าห้องน้ำขับถ่าย และยังเกิดความเครียดสะสม ส่งผลต่อลำไส้ได้ด้วย

          ป้องกันอย่างไรดี : ควบคุมน้ำหนักอย่าปล่อยให้ตัวเองอ้วน หรือทำพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดความอ้วน และหยุดสูบบุหรี่ด้วย ทั้งนี้ มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายและรักษาหุ่นไม่ให้อ้วนจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ดีขึ้นถึง 75% เลยทีเดียว

10.มะเร็งปากมดลูก 

          มะเร็งปากมดลูก ถือเป็นโรคร้ายอันดับแรกของสาวไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งยังมีคู่นอนหลายคน และไม่รู้จักป้องกันตนเอง ทำให้ติดโรคได้ง่าย ๆ ทั้งนี้ ความน่ากลัวของมันอยู่ที่บางครั้งอาจไม่แสดงอาการอะไรเลยนานถึง 15 ปี กว่าจะทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปากมดลูก โรคก็ลุกลามถึงระยะหลังที่ 3 ที่ 4 ซึ่งรักษาได้ยากแล้ว

          ป้องกันอย่างไรดี :

          ใช้ถุงยางอนามัย เมื่อมีเพศสัมพันธ์
          เข้ารับการตรวจภายในทุกปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ส่วนสาวโสดที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป
          ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งควรจะฉีดก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  

          เห็นความร้ายกาจของทั้ง 10 โรคนี้แล้ว คุณผู้หญิงทั้งหลายอย่าลืมรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และตรวจสุขภาพเป็นประจำนะคะ
   อ้างอิง : http://health.kapook.com/view35865.html

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

7 สุดยอดชนิดอาหารสำหรับผู้หญิง

          กีวี เป็นผลไม้ที่มีระดับของวิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่ง เรียกว่าเกือบ เท่าของวิตามินซี ที่จะได้จากส้ม 1ผล เลยทีเดียว วิตามินซีเป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซับธาตุเหล็กและโฟเลตอันเป็นสารอาหารที่ผู้หญิงต้องการมากที่สุดได้ดีขึ้น โดยปริมาณของกีวีที่ผู้หญิงต้องการในแต่ละวันนั้นก็เพียงครึ่งผลเท่านั้น จะให้พลังงานเพียง 46แคลอรี่
            เต้าหู้ถั่วเหลือง เต้าหู้ถั่วเหลือง ชิ้นจะให้ปริมาณโปรตีนสูง ยิ่งกว่านั้นในเต้าหู้ถั่วเหลืองยังมีสารที่เรียกว่า ฟีโตฮอร์โมน เป็นสารที่จะช่วยให้การทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน และพวกต่อมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการมีประจำเดือนของผู้หญิงทำงานอย่างเป็นปกติ ต่อไปนี้คุณคงจะต้องเพิ่มเต้าหู้ถั่วเหลืองในมื้อใดมื้อหนึ่งของวันซะแล้วล่ะคะ
            ถั่วลิสง เป็นอาหารอีกชนิดที่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งนอกจากประกอบไปด้วยใยอาหารจำนวนมาก ที่จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของคุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การรับประทานถั่วลิสงยังให้ประดยชน์สูงสุด ในหนึ่งมื้อควรจะรับประทานถั่วลิสงให้มากกว่า 7-8 กรัมขึ้นไป เพราะร่างกายนั้นต้องการไฟเบอร์ถึง 25-30 กรัม ต่อหนึ่งวัน
            ข้าวกล้อง ให้สารอาหารอันเป็นประโยชน์แก่ร่างกายมากกว่าข้าวขาวถึงเท่าตัว โดยเฉพาะวิตามิน บี อี รวมไปถึงโฟเลต ที่เป็นสารอาหารสำคัญที่จะปกป้องคุณจากการเป็นโรคหัวใจ ที่สำคัญ วิตามิน อี ในข้าวกล้อง ยังมีประโยชน์ต่อการทำงานของร่างกายหลายๆ ส่วน รวมไปถึงเรื่องสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย
            กะหล่ำ หรือที่รู้จักกันว่าเป็นผักต้านมะเร็ง ซึ่งนอกจากต้านมะเร็งแล้ว สารอาหารในกะหล่ำยังมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูเซลล์ภายในร่างกายอีกด้วย ที่สำคัญผักกะหล่ำสามารถให้ผู้หญิงนำไปทำได้หลายเมนูไม่มีเบื่อ
            มันฝรั่ง แค่มันฝรั่งผลขนาดพอเหมาะ ก็สามารถให้วิตามินเอ คุณได้อย่างเพียงพอ วิตามินเอที่มากับมันฝรั่งนี้เอง จะช่วยคุณในเรื่องของสุขภาพตา สุขภาพของเส้นผม รวมไปถึงสุขภาพฟันให้แข็งแรง
            แซลมอน นอกจากจะเป็นอาหารที่มีไขมันและแครอรี่ต่ำแล้ว ยังมีสารอาหารสำคัญอย่าง โอเมก้า อีกด้วย นอกจากนี้ก้างปลาอ่อนๆ ของแซลมอนยังเป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญสำหรับผู้หญิง เพื่อป้องกันการเป็นโรคกระดูกพรุนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
            อาหารทั้ง อย่างเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของอาหารอีกหลากชนิดที่มีให้เราเลือกทาน แต่ก็นับว่าเป็นอาหารสำคัญสำหรับผู้หญิงในการดูแลสุขภาพตัวเอง ดังนั้นการบริโภคของที่มีประโยชน์บ้างก็จะดีมาก แล้วก็ตามใจปากตัวเองให้น้อยลงสักหน่อย เท่านี้คำว่า สวยสุขภาพดี จะไปไหนเสีย
   ที่มา :

5 อาหารประจำวัน บั่นทอนสุขภาพเกินคาด

อาหาร

          คุณอาจไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณกินแต่ของดีมีประโยชน์ บางทีสิ่งที่เรากินเข้าไปอาจเป็นยาพิษบ่อนทำลายทางอ้อมก็ได้ เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง...

มาร์การีน

 1.มาร์การีน

          มาร์การีนส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยไขมันแปรรูปที่จะเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอล "เลว" (LDL) ในขณะที่ลดปริมาณคอเลสเตอรอล "ดี" (HDL) ทำให้หลอดเลือดอุดตัน และด้วยปริมาณแคลอรีสูงถึง 100 แคลอรีต่อช้อนชา จึงอาจทำให้ไขมันรอบเอวสะสมมากขึ้น จึงมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้นไปอีก เพื่อเป็นทางเลือก คุณอาจจะเลือกใช้เนยแบบแคลอรีต่ำหรือแบบลดไขมัน

น้ำอัดลม

 2.น้ำอัดลม

          แคลอรีทั้งหมดในน้ำอัดลมมาจากน้ำตาล หรือน้ำเชื่อมข้าวโพดที่มีฟรักโทสสูง และแคลอรีเหล่านี้ นี่เองที่รับผิดชอบการแพร่ระบาดของ "โรคอ้วน" ในปัจจุบันการดื่มน้ำอัดลมยังสร้างความเสียหายให้ฟัน และทำให้เกิดการก่อตัวของหินปูน นอกจากนี้ ยังเคยมีการศึกษาว่าอาจจะทำให้กระดูกอ่อนแอลงเสียด้วยซ้ำ


นม

 3.นม

          นมธรรมดาเต็มไปด้วยไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันที่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลเลว กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และอาจจะเป็นปัจจัยทำให้เส้นเลือดอุดตัน หนำซ้ำมักจะมีแคลอรีมากกว่า นมไขมันต่ำด้วย ทางเลือกที่ดีคือ นมขาดมันเนย หรือนมไขมันต่ำ ซึ่งลดสารอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายลง แต่ก็ยังครบถ้วนไปด้วยโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี และโพแทสเซียม


ขนมปัง

 4.ขนมปังขาว

          ขนมปังขาวนั้นทำมาจากแป้งสาลี ซึ่งใยอาหารและแร่ธาตุจะถูกขัดออกจนหมด ในขณะที่ขนมปังโฮลวีต 100% นั้นดีต่อสุขภาพมากการกินธัญพืชอย่างน้อย 3 หน่วยบริโภคต่อวัน จะช่วยลดความดันโลหิต ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและเบาหวานประเภทสองได้ด้วย


hotdog

 5.ฮอตดอก

          เกือบร้อยละ 80 ของแคลอรีทั้งหมดในฮอตดอกทั่วไปมาจากไขมันอิ่มตัว การกินเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำอาจทำให้มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็งลำไส้ ดังนั้น คุณอาจกินเนื้อไก่ไม่ติดมันหรือไส้กรอกไก่แทน จะได้รับไขมันน้อยกว่าแต่มีโปรตีนมากกว่าเยอะ


        ที่มา : http://health.kapook.com/view36841.html

10 อันดับ อาหารอันตรายที่หลายๆคนชอบกิน

        อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าการเลือกรับประทาน อาหารในแต่ละ "เมนู" ของมนุษย์ จำเป็นต้องคัดสรรมากขึ้นเพราะปัจจุบันมี "อาหารอันตราย" ไม่ปลอดภัยต่อร่างกายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจากข้อ มูลของ"Team Content" สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริสุขภาพ(สสส.) พบว่า มี "เมนูโปรด"ของใครหลายคน ถูกจัดเป็น "อาหารอันตราย" อย่างน้อยๆ 10 ชนิด ได้แก่.....
 1. แฮมเบอเกอร์          
     ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ท่านอ้วนขึ้นด้วย อุตสาหกรรมปศุสัตว์ เป็นผู้ใช้ยาปฏิชีวนะมากที่สุดในโลก เพื่อใช้ในการหักล้างแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในเนื้อ
 2. ฮอทด็อก         
     ฮอทด็อกทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก สันจมูก หู เล็บและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าฮอทด็อกทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef) หรือ ทำจากไก่งวงแท้ 100%
 3. เฟรนช์ฟราย         
     เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง”การทอดเฟร้นช์ฟราย จะทอดกันที่อุณหภูมิสูง ทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
 4. โอริโอ้ คุกกี้         
      ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ช็อกโกเล็ตนั้นเป็นสารอาหารรายการสุดท้าย นั่นหมายความว่า มีช็อคโกเล็ตประกอบอยู่น้อยมาก น้ำตาลปริมาณสูง ทำให้ผิวหนังเ่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น
 5. พิซซ่า         
     พิซซ่าในเชิงทางการค้าจะประกอบไปด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม 5 ชนิด
           - เนยแท้ (cheese) เพียง 10% เท่านั้น
           - แป้งที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่มันเคยมีอยู่เข้าไปใหม่
           - ซอสมะเขือเทศ ทำด้วยสารที่คล้ายมะเขือเทศที่สร้างยาฆ่าแมลงของมันขึ้นมาได้เอง ในร่างกายของท่าน 
           
           - แป้งสาลีที่นำมาใช้เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม 
           - มีน้ำมันฝ้ายประกอบอยู่ด้วย ฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้
 6. น้ำอัดลม         
      สารตัวสำคัญที่มีอยู่ในโค้กก็คือกรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่าง มันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วันกรดที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้
 7. ชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก           
      ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว น้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆการรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไป จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส ทำให้ปวดศีรษะ
 8. ไอศครีม          
       มีไขมันอยู่สูงมาก (ขนาดปกติ 4 ออนซ์) มีไขมันเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก เกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีน้ำตาลอยู่มาก ทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น
 9. โดนัท            
      โดยเฉลี่ยแล้ว จะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัทหนึ่งชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้
 10. มันฝรั่งทอดหรือโปเตโต้ชิพ           
        การทอดโปเตโต้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
       ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/42789.html

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รู้จัก 12 เครื่องดื่ม เร่งอ้วน หรือ ช่วยผอม?

ดื่มน้ำ

          คิดว่า "น้ำ" ไม่ทำให้คุณอ้วนงั้นเหรอ คิดผิดแล้วล่ะ แต่ก็มีน้ำบางอย่างที่ช่วยลดน้ำหนัก มีอะไรบ้างไปดูกัน

น้ำอัดลม

           1.น้ำอัดลม :จำไว้ว่าทุกครั้งที่คุณดื่มน้ำอัดลม คุณกำลังยัดแคลอรีไร้สารอาหารเข้าสู่ร่างกายของตัวเอง แม้ว่าคุณอาจจะเปลี่ยนเป็นน้ำอัดลมสูตรไดเอ็ตซึ่งให้แคลอรีน้อยกว่า แต่งานวิจัยบางชิ้นก็ชี้ว่ามันมีผลต่อน้ำหนัก
ตัวเหมือนกันนะ


น้ำเปล่า

          2.น้ำเปล่า : การดื่มน้ำสองแก้วก่อนมื้ออาหารจะช่วยให้กระเพาะเต็มเร็วขึ้น ดังนั้น คุณจะกินน้อยลง นอกจากนี้ การดื่มน้ำยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญด้วยนะ

น้ำส้ม

          3.น้ำผลไม้ : มีแคลอรีมากพอ ๆ กับน้ำอัดลม แต่มีทั้งวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ทางเลือกของคุณก็คือมองหาน้ำผลไม้ 100% (ดูได้จากฉลากด้านข้าง)

น้ำผัก

          4.น้ำผัก : มีสารอาหารเหมือนน้ำผลไม้ แต่มีแคลอรีน้อยกว่าถึงครึ่งหนึ่ง เช่น น้ำมะเขือเทศหนึ่งแก้วมี 41 แคลอรี เมื่อเทียบกับน้ำส้มที่มีถึง 122 แคลอรี

สมูธตี้

          5.สมูธตี้ : หากปั่นเองที่บ้าน สมูธตี้ถือเป็นของดีที่คุณสามารถนับแคลอรีเองได้ ด้วยการใช้โยเกิร์ตและนมไขมันต่ำปั่นกับผลไม้ แต่หากเป็นสมูธตี้ตามร้านแล้ว เซย์โนเสียเถิด เพราะเราไม่รู้ว่าเขาใช้นมแบบไหน หรือใส่น้ำเชื่อมมากรึเปล่า


นม

          6.นมไขมันต่ำ : การกินอาหารที่มีแคลเซียมมากอาจจะดีต่อร่างกาย แต่ไม่ค่อยช่วยในการลดน้ำหนัก ดังนั้นการดื่มนมไขมันต่ำที่มีแคลเซียมอยู่มากแต่มีไขมันอิ่มตัวน้อย ก็อาจช่วยไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

energy drink

          7.เอเนจี้ดริ๊งก์ : เครื่องดื่มเสริมพลังงานทั้งหลายมีแคลอรีมากพอ ๆ กับน้ำอัดลม แม้ว่าจะมีสารอาหารบางอย่างมากกว่าก็จริง แต่คุณก็สามารถหาวิตามิน และแร่ธาตุเหล่านั้นได้จากอาหารไขมันต่ำเหมือนกันแหละ ถ้าคุณจริงจังกับการลดน้ำหนัก ดื่มน้ำเปล่าดีกว่านะ


กาแฟดำ

          8.กาแฟดำ : กาแฟดำที่ไม่ใส่น้ำตาลนั้นไม่มีแคลอรีและมีสารต้านอนุมูลอิสระการดื่มกาแฟยังจะช่วยให้อารมณ์ดี มีสมาธิ และลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานประเภท 2 และมะเร็งหลากหลายชนิดอีกด้วย



กาแฟนม

          9.กาแฟนม : เมื่อคุณใส่ครีม น้ำเชื่อม วิปครีม ฯลฯ ลงในกาแฟดำ จะทำให้มันมีทั้งไขมันและน้ำตาล โดยกาแฟปั่นสูตรเด็ดอาจมีพลังงานถึง 570 แคลอรีต่อถ้วย ซึ่งอาจจะมากกว่าข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก ถ้าคุณไม่ชอบกาแฟดำก็ให้ใส่นม ไร้ไขมัน หรือสารสังเคราะห์แทนน้ำตาลก็ได้


ชาเขียว

          10.ชาเขียว : ไม่มีแคลอรีและสารไมโครนิวเทรียนต์ อาจช่วยกระตุ้นให้น้ำหนักลดเสียด้วยซ้ำ


cooler

          11.ไวน์คูลเลอร์ : ไวน์ขนาด 12 ออนซ์ อาจให้พลังงานถึง 190 แคลอรี กับคาร์โบไฮเดรตอีก 22 กรัม ซึ่งไวน์ปกติขนาดแค่ 5 ออนซ์ก็อาจให้พลังงานถึง 100 แคลอรีแล้วนะ

เบียร์

          12.ไลด์เบียร์ : โดยทั่วไปไม่ใช่เครื่องดื่มลดน้ำหนัก แต่เมื่อเทียบในขนาดเท่ากันคือ 12 ออนซ์แล้ว ไลด์เบียร์มี 100 แคลอรี ในขณะที่เบียร์ทั่วไปมีถึง 150 แคลอรี ก็นับว่าไลด์เบียร์เป็นทางเลือดที่ดีนะ
            ที่มา : http://health.kapook.com/view37043.html

วิธีดูแลสุขภาพหน้าร้อน

สุขภาพ ความสวย ความงาม หน้าร้อน เคล็ดลับ 

     เริ่มเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนมักมีอาการไม่สบายบ่อย เพื่อไม่ให้หน้าร้อนมาบั่นทอนสุขภาพกาย และลามไปสู่สภาพจิตใจ “เกร็ดน่ารู้” สัปดาห์นี้ มีวิธี ดูแลสุขภาพรับมือ หน้าร้อน มาฝาก เพื่อความปลอดภัยห่างไกลการเจ็บป่วย

+ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เนื่องจากหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน เพราะจะยิ่งทำให้กระหายน้ำมากขึ้น อาจดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำสมุนไพรที่มีรสไม่หวานจัดแทน

+ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดการขาดน้ำ นอกจากนี้ ในหน้าร้อนแอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้เร็ว ทำให้เมาง่าย และอาจช็อกหมดสติได้

+ อาหารที่เหมาะสำหรับหน้าร้อน คือ อาหารรสขมเย็น เช่น แฟง มะระ สะเดา ช่วยลดความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ ควรเลือกทานอาหารที่สะอาด สด ใหม่ เพื่อป้องกันการเกิดโรคทางเดินอาหารในหน้าร้อน

+ อย่าออกกำลังกายหักโหม หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือแดดเปรี้ยง จะทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 วัน ประมาณครึ่งชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค

+ สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ระบายความร้อนได้ง่าย และดูแลความสะอาดของร่างกายไม่ให้เกิดการอับชื้น หากเกิดผดผื่นคันควรปรึกษาแพทย์

+ ใช้ครีมกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง หรือในที่แดดแรง ๆ เพื่อป้องกันการเกิดผิวไหม้จากการได้รับแสงแดดมากเกินไป และควรสวมแว่นกันแดดเพื่อปกป้องสายตา

ดูแลสุขภาพกายกันแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพใจกันด้วย
ไม่หงุดหงิดไปกับสภาพอากาศ และอย่ายอมให้ความร้อนมาบั่นทอนสุขภาพนะคะ

      อ้างอิงจาก : http://women.mthai.com/health/19518.html

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

10 โปรตีนที่ไม่ใช่จากเนื้อสัตว์


          โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต ช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งโปรตีนส่วนใหญ่ที่เราได้รับมาจากเนื้อสัตว์ แต่อาหารจำพวกพืชผักผลไม้ก็มีโปรตีนเหมือนกันนะคะ
      1. Quinoa เป็นธัญพืชที่อุดมด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ โดยมีส่วนประกอบของโปรตีนถึง 13%

      2. อโวคาโด มีโปรตีน 2% มีไฟเบอร์ที่ดีต่อระบบขับถ่าย มีคาร์โบไฮเดรตและโอเมก้า 6 ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้
      3. ถั่ว มีทั้งไฟเบอร์ วิตามินเค และวิตามินซี รวมทั้งมีโปรตีน 5%

      4. ถั่วลูกไก่ (chick peas) เป็นถั่วเมล็ดแข็ง ที่มีไขมันน้อย แต่มีโปรตีนสูงถึง 23%

      5. ซุปมิโซะ อาหารของชาวญี่ปุ่นที่ทำมาจากถั่วเหลือง ช่วยลดคอเลสเตอรอลและมีโปรตีน
สูงถึง 12%

      6. เนยถั่ว มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ชนิดเดียวกับที่พบในไวน์แดง ช่วยป้องกันโรคหัวใจโดย
มีโปรตีน 28% และยังเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวด้วย
      7. มะพร้าว ทั้งจากการกินสดและจากกะทิ มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง แต่ต้องระวังการกินมะพร้าวสดๆ เพราะมีไขมันอิ่มตัวอยู่ค่ะ
      8. ข้าวกล้อง เป็นธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง และมีโปรตีน
อยู่ 2.5%
      9. บีทรูท มีแคลอรีต่ำ แต่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงมาก ช่วยให้การทำงานของตับดีขึ้น และมีโปรตีน 3%

      10. ข้าวโอ๊ต มีโปรตีนน้อยกว่า 3% แต่มีเบต้ากลูแคน ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างแมงกานีสและเซเลเนียม


                   ที่มา : http://women.thaiza.com

จำนวนผู้เข้าชม